2008/Mar/21

[Sfic] Love in memory


ft. Hankyung x HeeChul

 

 

 

ท่ามกลางฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่บนถนนแคบ ร่างบางของหนุ่มหน้าสวยคนหนึ่งกำลังจะล้มลงไปกับพื้นเพราะโดนคนเบียดไปเบียดมา แต่ติดที่วงแขนแกร่งของใครสักคนที่คอยรั้งร่างบางของเค้าไว้ไม่ให้ถลาลงไปคลุกฝุ่นกับพื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก

"ขอบคุณครับ" เสียงหวานกล่าวขอบคุณคนที่ช่วยเค้าไว้ไม่ให้ต้องลงไปกลิ้งกับพื้นแต่เช้า ฮีชอลเงยหน้ามองร่างสูงทั้งๆที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของคนที่ไม่รู้จัก

"..." ไม่มีเสียงตอบรับจากร่างสูง นอกจากรอยยิ้มที่ระบายไปทั่วใบหน้า ร่างบางผละออกจากวงแขนที่ยังโอบเอวของเค้าไว้หลวมๆ หน้าหวานแดงระเรื่อ ก่อนจะโค้งตัวให้เล็กน้อยแล้วรีบหันหลังให้ แต่ก่อนที่ฮีชอลจะได้เดินไปนั่น มือใหญ่ของร่างสูงก็จับหมับไว้ที่ต้นแขนบาง ฮีชอลหันมามองร่างสูงอย่างสงสัย

"มีอะไรรึป่าวครับคุณ" ฮีชอลนิ่วหน้าลง พร้อมกับมองหนุ่มร่างสูงที่ฉุดแขนตัวเองเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้มระบายเต็มใบหน้าเช่นเดิม

"..."ไม่มีคำตอบใดๆเช่นเดิมนอกจากรอยยิ้มสดใส ร่างบางเริ่มหงุดหงิด คนบ้าอะไร ถามก็ไม่ตอบแล้วยังถือวิสาสะมาจับมือถือแขนเค้าอีก อย่านึกว่าคนอย่างคิมฮีชอลจะยอมใครง่ายๆนะ

"นี่คุณ ถ้าไม่มีอะไรก็ปล่อยผมไปได้แล้ว ผมจะรีบไปทำงาน" เสียงหวานเริ่มแข็ง หน้าสวยเริ่มมุ่ยลงด้วยอารมณ์หงุดหงิด

"เอ่อคือ...ค..คุณเป็นแฟนผมได้ไหมครับ" เสียงทุ้มค่อยๆเรียงประโยคออกมาอย่างไม่มั่นใจในภาษาเกาหลีของตัวเอง ฮีชอลเบิกตามองคนตรงหน้าอย่างตกใจ 0.0!!

"ม..ม..เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะครับ" เสียงหวานแทบจะเป็นตะโกนกลับจนทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมามองอย่างสงสัย จนฮีชอลเริ่มรู้สึกตัว ร่างบางรีบพาร่างสูงให้เดินไปยืนหลบมุม

"คุณพูดว่าอะไรนะครับ" เสียงหวานถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกทีว่าหูตัวเองไม่ได้เพี้ยน เพี้ยนไปขนาดว่ามีผู้ชายมาขอเค้าเป็นแฟน เฮ้ย..ถึงหน้าจะสวยแต่คิมฮีชอลก็ยังเป็นผู้ชายนะครับ ไม่เห็นเหรอลูกกระเดือกจะทิ่มตานายอยู่แล้วน่ะ

"ผมพูดว่า คุณเป็นแฟนผมได้ไหมครับ" เสียงทุ้มยังคงยืนยันคำเดิม ฮีชอลมองหน้าหล่ออย่างระอาใจ เอาอีกแล้ว พวกที่เห็นหน้าตาสวยๆแล้วคิดว่าเค้าเป็นผู้หญิงเนี่ย ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือก่อนเลยถึงได้ปรี่เข้ามาจีบคนอย่างคิมฮีชอล แล้วจะรู้ว่าคิดผิด เดี๋ยวแม่จะทำให้กระเจิง

"นี่คุณ ผมเป็นผู้ชายนะครับ" ไม่พูดเปล่า มือเรียวคว้ามือหนามาแตะลงตรงอกของตัวเองอย่างไม่มีอาย ตกใจล่ะสิที่ฉันไม่มีหน้าอก แล้วมันจะไปมีได้ไงล่ะ ก็ฉันเป็นผู้ชายนี่

"ทีนี่ยังจะขอผมเป็นแฟนอยู่รึป่าว" เสียงหวานถามด้วยน้ำเสียงยียวน ตาสวยจ้องสีหน้าคนตรงหน้าหวังว่าจะเจอความแปลกใจ ตกใจจนต้องเผ่นกระเจิงแบบพวกเสือผู้หญิงรายอื่นๆ แต่ร่างสูงตรงหน้ามีเพียงแค่หน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยก่อนจะชักมือกลับมาอย่างสุภาพ

"ครับ เป็นแฟนกับผมได้ไหมครับ" เสียงทุ้มตอบกลับเสียงดังฟังชัด ฮีชอลถลึงตาใส่ร่างสูงที่ยังคงยิ้มให้เค้าอยู่

"นายบ้ารึป่าว รู้แล้วว่าชั้นเป็นผู้ชายแล้วยังจะขอชั้นเป็นแฟนอีกเนี่ยนะ สติดีอยู่รึป่าว" ฮีชอลตะโกนใส่หน้าชายหนุ่มที่ยิ้มรับอารมณ์ร้อนๆของอีกฝ่ายได้อย่างไม่สะทกสะท้าน หากเป็นคนอื่นที่เห็นฮีชอลเริ่มประทับองค์เจ้าแม่แล้วล่ะก็ ป่านนี้วิ่งกันป่าราบไปแล้ว

"เฮ้ ยิ้มอะไร นายฟังที่ชั้นพูดรู้เรื่องไหมเนี่ย ชั้นเป็นผู้ชายนะโว้ย จะเป็นแฟนกับนายได้ยังไง" เสียงหวานเกรี้ยวกราดและดังขึ้น ตาโตถลึงใส่ร่างสูงที่ยังยืนนิ่งและยิ้มรับอยู่ เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ได้เกิดอาการหวาดหวั่นแบบคนทั่วไปแล้วซ้ำยังยิ้มรับอีก อารมณ์ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นทีละนิด พุ่งขึ้นสู่จุดเดือดอย่างรวดเร็ว

"ไอ้บ้า บ้า บ้า" มือเรียวคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายแล้วกระชากให้เข้ามาชิดพร้อมกับตะโกนใส่หน้าอย่างโมโห ชายหนุ่มยังคงส่งยิ้มพรายบนใบหน้าให้ มือหนาถือวิสาสะโอบเอวบางไว้หลวมๆ

"แล้วตกลง คุณจะเป็นแฟนกับผมได้ไหมฮะ" ชายหนุ่มยิงคำถามทันทีที่เสียงหวานตะโกนจบร่างสูงโน้มตัวไปใกล้ร่างบางจนปลายจมูกสองคนเกือบชนกัน ฮีชอลดันตัวออกอย่างตกใจ แต่ติดที่เอวของเค้าดันมีมือของใครมาโอบไว้นี่สิ

"เฮ้ย!! กล้าดียังไงมาโอบเอวฉันเนี่ย ปล่อยนะเว้ย" ร่างบางพยายามดันตัวออกจากวงแขนอุ่นๆ หน้าหวานเริ่มแดงระเรื่อ

"ตอบผมได้รึยังล่ะฮะ ไม่งั้นผมไม่ปล่อยนะ" ชายหนุ่มพูดช้าๆ วงแขนแกร่งเริ่มกระชับมากขึ้นจนตอนนี้ร่างบางเริ่มซุกหน้าลงกับอกกว้างแล้ว

"จะให้ตกลงอะไรเล่า ชื่อนายชั้นยังไม่รู้เลยนะ" เสียงหวานพูดอู้อี้ ดิ้นไปก็ไร้ผลเหมือนยิ่งดิ้นวงแขนก็ยิ่งรัดให้แน่นขึ้น

"ถ้าผมบอกชื่อแล้วคุณจะตกลงรึป่าว" ร่างบางนิ่งไปไม่ตอบอะไร

"จะตกลงรึป่าวฮะ" เสียงทุ้มถามย้ำอีกครั้ง

"ไม่รู้โว้ย บอกชื่อมาก่อนสิ"

"ผมชื่อ ฮันกยองครับ ทีนี้ตอบตกลงได้รึยังฮะ"

"ทำไมฉันต้องตอบด้วยละ ไอ้บ้าฮันกยอง" พูดจบฮีชอลก็กระทืบเท้าลงบนรองเท้าหนังราคาแพงสุดแรง ร่างสูงปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระก่อนจะร้องโอดโอย

"จำไว้นะไอ้บ้า คนอย่างฉันไม่มีใครมาบังคับได้เฟ้ย อีกอย่าง...วันหลังอย่ามาทำเป็นมือปลาหมึกกับฉันอีกนะ ไอ้ตาตี่" ฮีชอลสะบัดหน้าแล้วรีบสาวเท้าเดินจากไป ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แถวนั้น

"ในที่สุด ฉัก็หานายจนเจอ ฮีชอล" ฮันกยองยิ้มให้ตัวเองอย่างอารมณ์ดี กลิ่นกายอ่อนๆของคนในอ้อมกอดเมื่อกี้ยังคงหอมฟุ้งอยู่ แค่เจ็บเท้าเล็กๆน้อยแลกกับกลิ่มหอมอ่อนๆของคนๆนั้นก็ถือว่าคุ้มแล้ว

.
.
.

"เป็นอะไรไปอ่ะฮะ พี่ฮีชอล" หลังจากทำใจกล้าๆกลัวอยู่นาน ทงแฮที่โดนเพื่อนอีกสองคนไล่ (ด้วยเหตุผลที่ว่า ทงแฮเป็นน้องรักคงไม่โดนอาละวาดใส่หรอก) ให้เข้ามาถามไถ่พี่อย่างเป็นห่วง ไม่ได้ห่วงว่าฮีชอลจะเป็นอะไรหรอกนะ แต่ห่วงว่าร้านดอกไม้จะไม่มีใครกล้าเข้ามามากกว่า ใครจะกล้าเข้ามาฟระ ในเมื่อเจ้าของร้านตั้งท่าจะงับหัวทุกคนที่เข้าใกล้

"ป่าว แค่วันนี้อารมณ์ไม่ดีนิดหน่อย" นิดหน่อยที่ไหนกันล่ะฮะ ทงแฮได้แต่เถียงพี่อ่อยๆในใจเมื่อเห็นดอกไม้ที่แทบแหลกยับในมือเรียว

"อารมณ์ไม่ดี พี่ไปพักก็ได้นะฮะ เดี๋ยวผมเฝ้าหน้าร้านให้เอง" ทงแฮรุนหลังให้พี่ชายลุกขึ้น พร้อมกับทั้งผลักทั้งดันให้พี่เข้าหลังร้านไป ร้านดอกไม้มันควรจะมีแต่สิ่งที่สวยงามสดใสสิ ไม่ใช่ให้คนหน้าสวยมานั่งแผ่รังสีอำมหิตอยู่ท่ามกลางดอกไม้แบบนี้ ร้านดอกไม้เล็กของฮีชอลอยู่ตรงหัวมุมถนนพอดี อาจจะไม่ใช่ร้านที่ใหญ่โตมากมายแต่เจ้าของร้านก็จัดให้ร้านให้ดูสดใสโดดเด่นออกมาจากร้านข้างๆกันอย่างเห็นได้ชัด เด็กในร้านมีสามคนคือ อี ทงแฮ อี ฮยอคแจ และก็อี ซองมิน

"พี่ฮะ อย่าทำหน้าแบบนี้สิฮะ ลูกค้ากลัวกันหมดไม่กล้าเข้าร้านเราแล้วนะ" ทงแฮพูดเสียงอ่อยๆเมื่อพี่ชายยังคงทำหน้าตาบูดบึ้งอยู่เช่นเดิม เวลายิ้มก็สวยอยู่หรอก แต่พอโมโหทีไร พวกน้องๆเข้าหน้ากันไม่ติดเลยสักคน

"อืม รู้แล้วน่า" ฮีชอลระบายลมหายใจออกอย่างหงุดหงิด ถึงจะมาหงุดหงิดไปก็เท่านั้น คงไม่เจอกันแล้วมั้งไอ้บ้านั่น...แต่หน้าแบบนั้นคุ้นจัง เหมือนเคยเจอที่ไหน??

"ยิ้มสิฮะ ทำหน้าแบบนี้ คุณดอกไม้เฉาหมด" ทงแฮยิ้มน้อยๆแล้วกอดเอวพี่ชายหลวมจากด้านหลังเอาคางเกยไหล่เล็กๆของฮีชอลไว้

"จ้ะๆๆๆ รู้แล้วน่า นายเลิกมานัวฉันแบบนี้สักทีสิทงแฮ มิน่าล่ะไอ้แก้มแตกมันถึงได้เขม่นฉันอยู่บ่อยๆ" ถึงปากจะว่าไปอย่างนั้นแต่ฮีชอลก็เอื้อมมือไปลูบผมนุ่มของทงแฮเบาๆ

"ก็ปล่อยเค้าไปสิฮะ คิบอมไม่กล้าทำไรพี่หรอก ทำได้อย่างมากก็แค่มอง" อันที่จริงก็คงไม่มีใครกล้าทำอะไรพี่หรอกฮะ ขนาดพี่จองซูเจ้าของร้านอีกคนที่ไม่ค่อยเข้าร้านยังไม่กล้าว่าพี่เลย หัวทุยๆของทงแฮซุกไซร้อยู่ที่ต้นคอของฮีชอลทำให้ฮีชอลรู้สึกจั๊กกะจี้ ทงแฮเมื่อเห็นพี่ชายจั๊กกะจี้ก็ยิ่งไซร้มากขึ้น เสียงหัวเราะหวานๆของสองพี่น้องดังขึ้นหลังร้านเบาๆ ฮยอคแจกะซองมินที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าร้านสองคนหันมามองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ต้องกลัวระเบิดลงหัวลูกค้าแล้วล่ะ

"เออ ขอโทษครับ" เสียงสำเนียงเกาหลีแปร่งๆดังขึ้นหน้าร้าน ฮยอคแจกับซองมินสองคนก็รีบกระวีกระวาดกันไปรับลูกค้า ชายหนุ่มร่างสูงใส่สูทเต็มยศเดินเข้ามาในร้าน

"ไม่ทราบว่าต้องการดอกไม้แบบไหนครับ" ฮยอกแจถามลูกค้าที่มองซ้ายมองขวาเหมือนหาใครสักคนอยู่

"เอ่อ.. ขอโทษฮะ..ไม่ทราบว่า ร้านนี้มีเจ้าของชื่อฮีชอลใช่ไหมครับ" ฮยอคแจเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างแปลกใจก่อนจะพยักหน้ารับ

"ครับ แต่ตอนนี้พี่เค้าอยู่หลังร้าน ผมไปเรียกให้ไหมครับ"

"รบกวนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ" เสียงทุ้มพูดอย่างสุภาพก่อนจะเดินไปหยิบดอกไม้มั่วๆมาสี่ห้ากำแล้วยื่นให้ซองมิน

"เออ คุณช่วยจัดให้ผมหน่อยได้ไหมครับ" ซองมินรับดอกไม้มาแล้วยิ้มให้ก่อนเดินไปจัดช่อดอกไม้ตามสั่ง ระหว่างรอดอกไม้กับคนที่ให้ไปตาม ร่างสูงก็เดินสำรวจรอบร้านดอกไม้ ริมฝีปากหยักระบายยิ้มอ่อนๆ ในที่สุดนายก็ทำตามฝันของนายได้จริงๆแล้วนะฮีชอล

"พี่ฮีชอลฮะ มีคนมาหาหน้าร้าน" ฮยอคแจเดินมาเรียกฮีชอลที่กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ หน้าหวานทำหน้าสงสัย แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยปากถาม

"ใครผมก็ไม่รู้ฮะพี่ ไม่คุ้นหน้าเลย ออกไปดูเองแล้วกัน" ฮยอคแจพูดดักทางแล้วรีบเดินออกไปหน้าร้าน ทิ้งให้ทงแฮกับฮีชอลหันมามองหน้ากันเองอย่างงงงวย

"พี่ออกไปดูเถอะฮะ เดี๋ยวขอผมเก็บหลังร้านก่อน" ทงแฮไล่ให้พี่ชายไปหน้าร้าน ส่วนตัวเองก็เดินเก็บถ้วยกาแฟของตัวเองและฮีชอลไปล้าง

 

"คนนั้นอ่ะพี่" ฮยอคแจบุ้ยปากไปทางร่างสูงที่ยืนหันหลังให้อยู่ ฮีชอลเดินไปข้างหลังผู้ชายคนนั้น

"ขอโทษนะครับ คุณมาหาผมใช่ไหมครับ" เสียงหวานเอ่ยถามอย่างสุภาพ ร่างสูงหันมาตามเสียงเรียก พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

"เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!" เสียงร้องตกใจของฮีชอลดังลั่นร้าน จนทำให้ทงแฮที่เก็บของอยู่หลังร้านวิ่งมาดูอย่างตกใจ ซองมินที่กำลังตัดริบบิ้นก็ตกใจจนมีดแทบบาดมือตัวเอง

"นาย .. นาย.. นายมาที่นี่ได้ไง" มือเรียวชี้หน้าฮันกยอง

"พี่ใจเย็นฮะ" ทงแอวิ่งมาดึงแขนที่กำลังชี้หน้าลูกค้าลง ริมฝีปากบางของฮีชอลเม้มแน่นจนเกือบเป็นเส้นตรง

"นายมาที่นี่ได้ไง ออกไปนะ ออกไปเด่ะ" ฮีชอลสะบัดแขนทงแฮออกแล้วเดินไปกระชากฮันกยองให้ออกจากร้านไป

"พี่ฮะ เค้าเป็นลูกค้าของเรานะ" ฮยอคแจวิ่งมาช่วยทงแฮยื้อฮีชอลไว้อีกแรง ทงแฮกับฮยอคแจยิ้มเชิงขอโทษให้ฮันกยองที่ยิ้มสบายๆให้

"ฉันไม่ขายให้ตาบ้านี่ ออกไปนะ" ฮีชอลทั้งตะเบ็งทั้งตวาด แต่ฮันกยองก็ทำเพียงแค่ยิ้มน้อยๆให้เท่านั้น

"ผมขอโทษนะฮะ นี่ดอกไม้ที่คุณสั่ง" ซองมินวิ่งเอาดอกไม้มาให้ฮันกยองมือไม้สั่นก่อนจะผงกหัวเชิงขอโทษให้ร่างสูง

"ฉันบอกว่าฉันไม่ขายไง นายไปให้เค้าทำไมซองมิน" ฮีชอลหันมาตวาดซองมินที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ข้างๆฮยอคแจ

"สวยมากครับ เท่าไรครับ" ร่างสูงล้วงหยิบบัตรเครดิตให้ฮีชอลที่ยืนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่

"ฉันไม่ขายให้นาย จะไปไหนก็ไป แล้วอย่ากลับมาอีก" ฮีชอลปัดมือที่ยื่นบัตรเครดิตออก แล้วชี้นิ้วไปหน้าร้าน

"พี่ฮะ" ทงแฮครางเสียงอ่อย เค้าไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ไปทำอะไรให้พี่ฮีชอลหรอกนะ แต่รู้แค่เพียงว่าต่อจากนี้ระเบิดกำลังจะลงกลางร้านอีกแล้ว

"ดอกไม้สวยๆก็เหมาะกับคนสวยๆอย่างคุณ" ฮันกยองยื่นดอกไม้ให้คนที่กำลังโกรธหน้าดำหน้าแดงอยู่

"อะไรของนาย" เสียงหวานตวาดแว้ดให้

"ดอกไม้สวยๆก็เหมาะกับคนสวยๆอย่างคุณ รับไว้เถอะนะครับ แทนคำขอโทษของผมที่เสียมารยาทกับคุณวันนี้" น้ำเสียงทุ้มๆกับท่าทีสุภาพและรอยยิ้มที่ร่างสูงให้มาตลอดตั้งแต่โดนเค้าตวาดตอนเช้าจนมาถึงตอนนี้มันก็ทำให้อารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงค่อยๆลดลง

"นายบ้ารึป่าวเนี่ย" มือเรียวรับดอกไม้ที่ร่างสูงยื่นมาให้ แต่ไม่วายส่งสายตาจิกกัดให้อยู่ดี

"ขอบใจ แล้วไม่ต้องมาอีกล่ะ" เสียงหวานพูดเสียงแข็ง

"แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาอีกนะครับ" เสียงทุ้มพูดเหมือนไม่ได้ยินที่ฮีชอลสั่งก่อนจะเดินหันหลังจากไป ทิ้งให้ร่างบางยืนอึ้งอยู่กับที่ มันจะมากเกินไปแล้วนะ เกิดมาชาตินี้ไม่เคยมีใครกล้าขัดคำสั่งของคิมฮีชอล แล้วนายเป็นใครกันฮันกยองบังอาจขัดคำสั่งของฉัน!!!

"ใครฮะพี่" ทงแฮมองตามหลังร่างสูงที่เดินจากไปทิ้งให้พี่ชายเค้ายืนเงียบอยู่กับที่ ไอ้ที่อาละวาดแทบตายเมื่อกี้โดนหยุดได้เพราะดอกไม้ช่อเดียวเนี่ยนะ โอ้ววว สามารถจริงๆผู้ชายคนนี้

"คนบ้า อย่าไปสนใจ ถ้าพรุ่งนี้หมอนั่นมาไม่ต้องให้เข้าร้านนะ ใครขัดคำสั่งฉัน...รู้ใช่ไหมว่าจะโดนอะไร" เสียงหวานขู่ฟ่อเดินเข้าหลังร้านไปทั้งๆที่มือยังถือช่อดอกไม้ไว้แนบอกเข้าไป สามเสือตระกูลอีหันมามองหน้ากันแบบงงๆ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมทำให้พี่ชายเค้าอารมณ์เสียได้ขนาดนั้น ทำไมถึงทำให้พี่ชายเค้าหยุดอาละวาดได้เพียงดอกไม้ช่อเดียว แล้วทำไมพี่ฮีชอลถึงต้องกอดช่อดอกไม้นั้นไว้แนบอกด้วยล่ะ เกลียดคนให้นักก็เขวี้ยงทิ้งไปสิพี่
.
.
.

“นายว่าระหว่างร้านดอกไม้กะร้านกาแฟ ฉันน่าจะเปิดอะไรมากกว่ากัน” เด็กน้อยหน้าหวานหันไปถามคนข้างๆที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น

“ฉันว่าอย่างนาย ถ้าไปเปิดร้านกาแฟคงได้เอาน้ำร้อนไล่สาดลูกค้า ถ้าเป็นร้านดอกไม้นายอาจจะเอากรรไกรเสียบพุงลูกค้าเรื่องมากแหงๆ”

“ไอ้บ้า ฉันถามจริงจัง ดันตอบกวนประสาท นายนั่นแหละจะเป็นคนแรกที่ฉันเอากรรไกรเสียบพุง เอาน้ำร้อนราดปาก” ตาโตหันไปส่งค้อนวงใหญ่ให้คนที่นอนส่งสายตาล้อเลียนมาให้

“โอ๋ๆๆ ล้อเล่นนิดๆหน่อยๆ แค่นี้ก็โมโหแล้ว ถ้าเอาจริงๆ ฉันว่านายเหมาะกับร้านดอกไม้มากกว่านะ ฉันว่าบางทีการที่นายอยู่กับดอกไม้อาจจะทำให้นายอ่อนโยนขึ้นล่ะมั้ง....แค่มั้งนะ” พูดจบก็หัวเราะร่วน

“เชอะ...อยากว่าไรก็ว่าไป สักวันฉันจะเปิดร้านดอกไม้เป็นของตัวเอง แล้วนายก็ต้องมาซื้อดอกไม้ที่ร้านฉันด้วย เข้าใจไหม”

“อื้อ รู้แล้วน่า ฉันจะไปซื้อที่ร้านนายแน่ๆ ไปทุกวันเลย แล้วนายก็ต้องจัดให้ฉันสวยๆด้วยล่ะ”

“ตกลง นายสัญญากับฉันแล้วนะ ว่านายจะมาซื้อดอกไม้ที่ร้านของฉันทุกวัน แล้วฉันจะจัดดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลกให้นายคนเดียว...” คนตัวเล็กยื่นนิ้วก้อยขึ้นให้เกี่ยวไว้แทนสัญญา แต่ก่อนที่นิ้วก้อยๆเล็กๆของเด็กทั้งสองจะสัมผัสกัน...

 

ร่างบางสะดุ้งตื่นกลางดึก ฝันในวัยเด็กที่ผ่านมานานแสนนานกำลังทำให้เค้าคิดถึงใครบางคน คนที่ให้สัญญากันไว้ว่าถ้าเค้าเปิดร้านดอกไม้เป็นของตัวเองเมื่อไหร่ คนๆนั้นจะมาซื้อดอกไม้ที่ร้านเค้าทุกวัน ใครบางคนที่คุ้นตามากมาย ใครบางคนที่รู้สึกอบอุ่นที่อยู่ใกล้ ใครกันนะ....ร่างบางสลัดหัวไปมา2-3ครั้งก่อนจะลุกจากเตียงไปดื่มน้ำ เด็กชายข้างกายในฝันหน้าตาคุ้นมากราวกับเคยเจอที่ไหนสักแห่ง แต่ทำยังไงก็คิดไม่ออกสักทีว่าเคยเจอที่ไหน

“ใครกันนะ” เสียงหวานถามตัวเองแผ่วเบา ตาสวยจ้องไปที่แจกันดอกไม้ที่วางไว้ที่โต๊ะกินข้าว ดอกไม้ที่ตาบ้าบางคนให้ไว้ ฮีชอลเหล่มองดอกไม้ในแจกันยิ้มๆก่อนจะเดินเข้าห้องนอนไป...คนในฝันจะเป็นใครก็ช่างเหอะ ตอนนี้อยากนอนฝันต่อแล้วมากกว่า
.
.
.

"สวัสดีครับ" เสียงน้ำเนียงทุ้มเปร่งหูดังขึ้นหน้าร้าน วันนี้สามทหารเสือตระกูลอี พร้อมใจกันหยุดงานไปเรียนทิ้งให้เจ้าของร้านคนสวยแต่โคตรดุไว้ดูร้านคนเดียว ร่างบางเงยหน้าขึ้นจากการจัดกระเช้าดอกไม้ ก่อนจะเบ้หน้าเมื่อเห็นว่าใครอยู่หน้าร้าน

"ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาอีก" ฮีชอลละมือจากกระเช้าดอกไม้ก่อนจะเท้าสะเอวมองหน้าผู้มาเยือนแบบไม่พอใจ ตาโตขุ่นเคืองแบบไม่เกรงใจคนตาตี่ที่ยิ้มซะจนลูกกะตาหาย

"ผมอยากได้ช่อดอกไม้สวยๆสักช่อ ไม่ทราบว่าคุณพอจะจัดให้ผมได้ไหมครับ" ร่างสูงยิ้มรับคนที่กำลังจ้องหน้าเค้าจนตาแทบถลน หน้าสวยชักสีหน้าชายหนุ่มในชุดสูทอย่างไม่เกรงใจ

"ฉันบอกนายแล้วไง ว่าฉันไม่ขายให้นาย ฟังภาษาเกาหลีไม่ออกรึไงไอ้บ้า" เสียงหวานตะโกนด่าดังลั่นร้าน ถ้าเป็นคนอื่นคงวิ่งออกไปจากร้านตั้งแต่ฮีชอลเท้าเอวแล้วล่ะ.....แต่ไม่ใช่กับฮันกยอง

"เอาเป็นดอกกุหลาบกับลิลลี่นะครับ" ฮันกยองยิ้มร่าไม่สะทกสะท้าน แถมเดินไปหยิบดอกไม้มาเต็มสองมือแล้ววางลงบนเคานท์เตอร์หน้าร่างบางที่แทบจะกระโดดกระชากคอเสื้อร่างสูง แต่ก็กลัวว่าไอ้คนบ้ามันจะเอาเปรียบอีกแบบเมื่อวาน

"นี่นาย ฟังภาษาคนไม่ออกรึไง ยังยิ้มอีกแน่ะ ไอ้บ้า" ฮันกยองยังคงยิ้มให้ร่างบางที่กำลังหงุดหงิดอย่างแรง มือเรียวกำแน่น

"เฮ้ย อย่าเข้ามานะไอ้โรคจิต" เสียงหวานตวาดแว้ดใส่ร่างสูง เพราะฮันกยองเลื่อนหน้าหล่อๆเข้าไปใกล้หน้าหวานที่เริ่มแดงระเรื่อทีละน้อย

"จัดให้ผมสวยๆนะครับ" เสียงทุ้มพูดข้างหูเล็กๆที่กำลังร้อนจัด ร่างบางเบี่ยงตัวหลบก่อนจะผลักอกกว้างออก

"เออ รู้แล้วนะ ไอ้บ้า พูดไรไม่เคยฟังมั่งเลยนะ" หน้าสวยก้มงุดๆ มือเรียวหยิบดอกไม้ที่ฮันกยองเลือกมาวางไว้ ไปจัดให้เป็นช่อ หน้าหวานหงิกงอ ปากบางก็บ่นพึมพำด่าคนเอาแต่ใจไป มือเรียวก็จัดดอกไม้ไป ฮันกยองเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้หน้าเคานท์เตอร์ สายตาคมก็จ้องมองไปที่คนสวยขี้บ่นอย่างอ่อนโยน นายลืมฉันไปแล้วจริงๆหรอฮีชอล

"จ้องอยู่ได้ ตาเพี้ยนเอ๊ย" เสียงหวานบ่นเบาๆกับตัวเอง สายตาที่อ่อนโยนแบบนี้ เคยเห็นที่ไหนกันนะ สายตาแบบนี้ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยจัง ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินนิ้วเล็กก็พลาดไปโดนมีดบาด

"โอ๊ย" ฮีชอลอุทานขึ้นเบาๆ แต่มันก็ดังพอที่จะเรียกสติของฮันกยองที่นั่งมองร่างบางอยู่เพลินๆได้

"เป็นอะไรมากรึเปล่า" มือหนาฉวยมือเล็กมาดู หน้าสวยนิ่วหน้าถึงบาดแผลจะเล็กแต่คมมีดก็บาดไปลึกพอสมควร

"โอ๊ย ฉันเจ็บนะตาบ้า จับเบาๆสิ" ฮีชอลว่าร่างสูงที่ถือวิสาสะจับมือตัวเองอยู่

"เฮ้ย นายทำอะไรน่ะ" เสียงหวานร้องเสียงหลงเมื่อฮันกยองจับนิ้วขึ้นมาชิดริมฝีปากหยักก่อนจะดูดเลือดที่นิ้วเล็ก ลมหายใจอุ่นปะทะที่หลังมือเรียว หน้าหวานซับสีเลือดอย่างรวดเร็ว มือที่อบอุ่นลมหายใจอุ่นๆบวกกับสายตาที่อ่อนโยนของคนตรงหน้ามันก็ทำให้ไอ้อาการที่จะตะโกนด่าให้หายอายมันหายไป ฮีชอลได้แต่ยืนนิ่งๆปล่อยให้ฮันกยองทำตามใจตัวเอง ร่างสูงเลียดูดเลือดจากนิ้วเล็กๆอย่างแผ่วเบา

"ไปทำแผลกัน" หน้าคมเงยขึ้นมาสบตาหน้าหวานที่แดงจัด ฮีชอลเสตาไปทางอื่นแล้วเบ้หน้ารังเกียจ ฮันกยองหัวเราะให้กับความดื้อของคนตัวเล็ก..ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี นายก็ยังคงเป็นนายนะฮีชอล ดื้อยังไงก็ยังดื้อแบบนั้น..

"ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย ฮีชอล" เสียงทุ้มพูดไปมือก็ใส่ยาไป

"ตัวก็ตัวฉัน แล้วนายจะทำไม ฉันเจ็บ นายไม่ได้เจ็บด้วยสักหน่อย" ฮีชอลสวนกลับอย่างรวดเร็ว

"..." ร่างสูงไม่ว่าอะไรต่อเพียงแต่ส่ายหัวเบาๆให้กับคนรั้น มือหนาประคองมือเล็กอย่างอ่อนโยน

"เสร็จแล้ว" ฮันกยองเงยหน้าขึ้นสบตาสวยก่อนจะฉีกยิ้มจนตาหยีให้เหมือนเดิม ฮีชอลดึงมือตัวเองออกจากฝ่ามือหนา ความอบอุ่นอ่อนโยนของร่างสูงมันรู้คุ้นเคยอย่างประหลาด เหมือนเคยเจอสัมผัสอย่างนี้ที่ไหน

"ขอบใจ" เสียงหวานพูดกระชากเสียง ก่อนจะเดินกลับไปจัดช่อดอกไม้ตามเดิม แต่เพราะแผลที่มือเลยทำให้หยิบจับอะไรก็ไม่สะดวก จนฮันกยองอดรนทนไม่ได้ต้องเข้าไปช่วย

"ไม่ต้องมายุ่ง ไปนั่งรอไป" ฮีชอลตวาดร่างสูงแว้ด เมื่อมือหนาดึงช่อดอกไม้ในมือเขาไปจับๆผูกๆเอง

"เห็นคุณเจ็บมืออยู่ผมเลยอยากช่วย" พูดจบก็ส่งยิ้มหวานให้อีกหนึ่งที ก่อนจะก้มหน้าก้มตาผูกริบบิ้นเก้ๆกังๆ ฮีชอลแอบยิ้มให้กับชายหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังจับดอกไม้มารวมๆกันแล้วจัดช่อแบบทุลักทุเล ใบหน้าหล่อขมวดคิ้วฉับ เมื่อริบบิ้นที่ตัวเองผูกไม่สวยดั่งใจ แถมช่อดอกไม้ก็ดูหน้าตาแปลกๆ ไม่สวยแบบที่เมื่อวานซองมินทำให้

"ว้า...ดูท่าผมจะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้แหะ" ฮันกยองหันมาหัวเราะแห้งๆให้กับฮีชอลที่กลั้นยิ้มไว้แทบตาย

"แต่ว่า...ผมจริงใจที่จะให้คุณนะครับ" ร่างสูงเอาช่อดอกไม้หน้าตาประหลาดๆใส่มือฮีชอล ก่อนจะยิ้มเก้อๆ ฮีชอลรับดอกไม้มาไว้ในอ้อมกอดก่อนจะก้มลงสูดกลิ่มหอมๆของดอกกุหลาบ

"แล้วนายจะมาจัดดอกไม้ให้เจ้าของร้านดอกไม้ด้วยช่อดอกไม้ที่ห่วยแตกสิ้นดีเนี่ยนะ ตาบ้า" ถึงปากจะตินู่นตินี่แต่มือเรียวก็ยังคงประคองดอกไม้หน้าตาประหลาดที่สุดในโลกไว้อย่างทะนุทนอม ฮันกยองยิ้มให้กับคนสวยปากแข็งก่อนจะวางเงินลงบนเคานท์เตอร์

"ผมกลับก่อนนะครับ เย็นนี้ผมจะมาใหม่" เสียงทุ้มพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มสดใสให้ก่อนจะเดินออกจากร้านไป ฮีชอลเบ้หน้าให้กับคนที่เพิ่งเดินออกไปพร้อมกับค่อนขอดร่างสูงในใจ

'ตาขี้เก๊กเอ๊ย' มือเรียวหยิบเงินใส่เครื่องคิดเงิน ก่อนที่จะอมยิ้มกับดอกไม้ในอ้อมแขนของตัวเอง รอยยิ้มนิดๆที่ริมฝีปากบางของคนในร้านก็ทำให้คนที่แอบมองอยู่หน้าร้านเดินฮัมเพลงเดินไปทำงานอย่างมีความสุข รอยยิ้มยังคงสวยไม่เปลี่ยนนะฮีชอล
.
.
.

“ทงแฮครับบบบบบบบบบบบ” เสียงห้าวสดใสดังลั่นร้านพร้อมกับเด็กหนุ่มร่างสูงเดินยิ้มแป้นเข้ามาหาทงแฮที่นั่งหน้าหน้าหงิกอยู่กับกองการบ้านภาษาอังกฤษวิชาที่อีทงแฮเกลียดที่สุดในโลก

“เป็นอะไรครับคนสวย” คิบอมหย่อนตัวลงนั่งข้างๆทงแฮที่ไม่แม้แต่จะเหลือบตามามอง เอาแต่อ่านหนังสือภาษาต่างดาวที่ตัวเองแอบค่อนขอดอยู่ในใจ

“อย่าเล่นนะคิบอม ชั้นกำลังทำการบ้าน” เสียงหวานตวาดแว้ดเมื่อมือหนาเอื้อมไปโอบไหล่บาง

“โหย ทงแฮครับ อย่าทำหน้าตาแบบนิสิครับ มาๆผมช่วยสอนให้ แค่นี้เองง่ายๆ” มือหนาดึงหนังสือเล่มหนาในมือบางออกมาก่อนจะพลิกหน้ากระดาษสายตาคมไล่อ่านแบบสบายๆ หน้าหวานขมวดคิ้วฉับ

“ใครเค้าจะไปเก่งอย่างนายล่ะ ไอ้บ้า” เสียงหวานบ่นปนด่าเด็กหน้าตายที่นั่งยิ้มน้อยๆ ถึงปากจะบ่นแต่ร่างบางก็ขยับไปจนชิดคิบอม

“จะสอนก็สอน เร็วสิ ชั้นยังต้องทำงานอีกนะ”

“จะให้คนอื่นเค้าสอนก็พูดหวานๆหน่อยสิครับ” หน้าหล่อยิ้มเจ้าเล่ห์ให้หน้าหวานที่นั่งขัดเคืองในอารมณ์ การบ้านก็ยังไม่เสร็จ งานที่พี่ฮีชอลสั่งก็ยังไม่ได้ทำ แล้วยังมีไอ้เด็กเวรนี่มากวนตริงอีก อีทงแฮเครียด -*-

“ชิ...กรุณาสอนด้วยนะครับ พ่อยอดอัจฉริยะ” เสียงหวานพูดประชด คิบอมที่นั่งยิ่มรับคำเหน็บแหนมอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ครับผมคนสวย” ทงแฮกัดริมฝีปากแน่ เออ....ถือว่าถือไพ่เหนือกว่าใช่มั๊ย คิมคิบอม ถ้าไม่เห็นแก่ที่ว่านายจะสอนฉันแล้วล่ะก็ ฉันจะทำให้นายเห็นเลยว่าเวลาคนสวยโมโหน่ะเป็นยังไง
.
.
.

"สวัสดีครับ" เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนดังขึ้นข้างหูคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดดอกไม้ช่อใหญ่อย่างไม่สนใจใครรอบข้างอยู่ ฮีชอลสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ร่างสูงที่ยืนยิ้มอารมณ์ดี

"มาอีกแล้วหรอ" เสียงหวานบ่นพึมพำ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดดอกไม้ต่อ กี่อาทิตย์แล้วที่คนตรงหน้าแวะเวียนมาเป็นลูกค้าประจำร้านเค้าไม่เคยขาด บางวันมาแค่เช้า บางวันมาเช้ากลางวัน หรือบางวันก็มาเฉพาะตอนเย็น หรือถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์บริษัทหยุดงาน ตาคนฉวยโอกาสก็จะมาขลุกอยู่ที่ร้านเค้าทั้งวัน ทำตัวเกะกะน่ารำคาญจนเค้าต้องตวาดแว้ดใส่เสียทุกครั้ง เสียงดังโหวกเหวกของเจ้าของร้านคนสวยที่ไล่ตะเพิดลูกค้าเจ้าประจำดังเป็นประจำทุกวันจนทุกคนเริ่มชินชา เพราะถึงคิมฮีชอลจะโวยวายยังไง สุดท้ายก็ต้องยอมให้พ่อหนุ่มหน้าตายเสียทุกครั้ง

"อ้าว พี่ฮันกยอง สวัสดีครับ" ทงแฮที่กลับมาจากเรียนเดินเข้ามาในร้านร้องทักร่างสูงที่หันกลับมายิ้มหวานให้ คนตัวเล็กยิ้มรับน้อยๆ ก่อนจะวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ แล้วหยิบผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อนมาใส่

"วันนี้มารับช่อดอกไม้แบบไหนล่ะครับ" ทงแฮพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกเพื่อความทะมัดทะแมง แล้วเดินไปหลังเคาน์เตอร์ใหญ่เตรียมพร้อมจัดช่อดอกไม้ให้ร่างสูงเหมือนอย่างทุกวัน (แล้วก็โดนฮีชอลบ่นทุกวัน เพราะดอกไม้ที่ทงแฮจัด สุดท้ายมันก็กลับมาเป็นของเค้าทุกที)

"วันนี้ไม่ล่ะ" เสียงทุ้มปฏิเสธ ฮีชอลเงยหน้าขึ้นมามองนิดๆอย่างแปลกใจ แต่ก็หันกลับไปสนใจดอกไม้ในมือตัวเองต่อ เมื่อพบว่าสายตาคมจ้องมองเค้าอยู่

"อ้าว ทำไมล่ะครับ" คนตัวเล็กถามอย่างสงสัย

"วันนี้ พี่มาขอรับพี่นายออกไปข้างนอกหน่อยนะ"

"เห??" ทงแฮเอียงคอมองด้วยความสงสัย

"ฉันยังไม่ได้ตกลงว่าจะไปด้วยสักหน่อย” คนที่ถูกพาดพิงรีบปฏิเสธพัลวัน

“อ๋อ ที่แท้ก็นัดกันเอาไว้นิเอง” ทงแฮพูดพร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้พี่ชายคนสวยที่นั่งส่งสายตาดุๆให้

“ชั้นยังไม่ได้พูดสักคำว่าจะไป นายอย่างมาเออออเอาเองได้ไหมล่ะ” หลังจากที่ส่งสายตาจิกกัดไปให้น้องชายที่ยืนหัวเราะคิกคักให้หยุดล้อเลียนทางสายตาไม่ได้ผล ฮีชอลก็เริ่มรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าว

“เอาน่า....พี่ไปเถอะครับ เดี๋ยวอีกสองคนนั้นก็มาแล้ว พวกผมสามคนอยู่เฝ้าร้านให้เองก็ได้ พี่ไปเดทกับพี่ฮันกยองเถอะ” ทงแฮหันไปเย้าพี่ชายตัวเอง ถึงจะหลบอยู่หลังดอกไม้ แต่ผมก็แอบเห็นนะฮะว่าหน้าพี่น่ะแดงแค่ไหน

“ด่งเดทอะไร ไม่ไปเฟ้ย แล้วอีกอย่างงานฉันยังไม่เสร็จจะไปได้ไง” ยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนโดนรุม ฮีชอลพยายามทำเป็นสนใจช่อดอกไม้ตรงหน้า

“น่าๆ ไม่เป็นอะไรหรอกครับ เดี๋ยวผมจัดเองก็ได้” ทงแฮย้ายตัวเองจากหลังเคานท์เตอร์มาอยู่แทนที่ฮีชอลแทน มือเล็กคว้าของจากมือพี่ชายมาถือไว้เอง ก่อนจะดันฮีชอลให้พ้นทาง

“เหอะ นายนิมัน” มือเรียวตีป๊าบเข้าไปที่กลางหลังของน้องรักเบาๆ ก่อนจะส่งสายตาคาดโทษเจ้าน้องรัก แล้วหันไปมองหน้าร่างสูงที่ยืนยิ้มกว้างให้คนสวย

“ไปได้รึยังล่ะ” มือเรียวดึงผ้ากันเปื้อนออกแล้ววางไว้บนเก้าอี้ ก่อนจะเดินจ้ำออกจากร้านไป ทงแฮยักคิ้วให้ฮันกยองน้อย ๆ

“อย่าลืมสินบนนะฮะพี่ฮันกยอง” ร่างสูงยิ้มน้อยๆให้ แล้วกันหลังเดินตามคนสวยไป

“อย่ายิ้มหวานให้คนอื่นบ่อยนักสิครับทงแฮ ผมหึงนะ” เสียงทุ้มที่มาพร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่กอดรัดจากทางด้านหลัง คิบอมแอบหอมแก้มเนียนใสของคนในอ้อมกอดเบาๆ

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” ทงแฮพยายามสะบัดมือเหนียวๆที่โอบเอวบางไว้ไม่ยอมปล่อย

“ก็ตั้งแต่ทงแฮยิ้มให้พี่ฮันกยองนั่นแหละครับ” หน้าคมทำแก้มป่องยื่นปากอย่างงอนๆ จนคนตัวเล็กหมั่นไส้ มือเรียวจิ้มแก้มนิ่มๆ

“อย่าไร้สาระน่ะ มาช่วยฉันทำงานเร็ว”

“ไม่เอาอ่ะ ผมงอนอยู่นะคนดี ง้อหน่อยสิครับ” เสียงทุ้มทำเสียงหงุงหงิง

“ถ้าจะงอนก็ไม่ต้องไปดูหนัง ถ้าอยากไปดูหนังก็หายงอนแล้วช่วยฉันทำงาน โอเคไหม?” ทงแฮกอดอกช้อนตาถามเด็กตัวโต

“ก็ได้ๆ ไม่งอนก็ได้....หึ แต่มันต้องมีของแลกเปลี่ยน” ว่าแล้วคิบอมก็หอมแก้มเนียนของทงแฮไปอีกหนึ่งที

“เฮ้ออออ ชื่นใจ มีแรงทำงานแล้ว” ร่างสูงยิ้มเจ้าเล่ห์ให้คนตัวเล็กที่ยืนหน้าแดงทำหน้าไม่ถูกอยู่

“เลิกเล่นแล้วทำงานได้แล้ว ไอ้เด็กบ้า” มือเรียวตีที่ต้นแขนหนาก่อนจะสองจะช่วยกันทำงานต่อ
.
.
.

หลังจากที่ฮันกยองขับรถพาฮีชอลนั่งวนไปวนมาในเมืองสักพัก ร่างสูงก็จอดรถที่หน้าโรงแรมใหญ่และหรูแห่งหนึ่ง

“นายพาฉันมาที่ไหนเนี่ย” ฮีชอลหันมาถามฮันกยองงงๆ ร่างสูงไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มให้เหมือนเดิม

“ลงเถอะ ถึงแล้ว”

“นายพาฉันมาที่ไหนเนี่ย มันแพงเลยรู้ไหมโรงแรมนี้อ่ะ ฉันรู้ว่านายรวยแต่จะรวยเกินไปไหม ไปกินข้าวแค่นี้ กินร้านถูกๆก็ได้” เสียงหวานบ่นเป็นขบวนรถไฟ ฮันกยองไม่ตอบอะไรนอกจากเดินลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้

“เชิญครับ” ฮีชอลมุ่ยหน้า แต่ก็เดินลงจากรถมาอย่างโดยดี ตึกสูงตระหง่านตรงหน้าทำเอาคนตัวเล็กหงุดหงิดกว่าเดิม ถ้ารู้ว่าจะพามาร้านหรูขนาดนี้จะแต่งตัวมาให้ดีกว่านี้ เสื้อยืดเข้ารูปกับกางเกงยันส์สีซีดวันนี้ไม่ได้เหมาะกับโรงแรมหรูแบบนี้เลย

“นายจะให้ฉันเข้าไปทั้งชุดนี้เนี่ยนะ” ร่างบางกวาดสายตาสำรวจการแต่งกายตัวเองกับร่างสูงที่ใส่สูทผูกไทด์อย่างดี มันช่างแตกต่างกันอย่างแรง

“ทำไมล่ะครับ” ฮันกยองมองร่างบางที่ยืนกอดอกจิ๊ปากอย่างขัดใจด้วยสายตางุนงง

“นายจะบ้ารึเปล่า ให้ฉันที่แต่งตัวธรรมดาบ้านๆแบบนี้ เดินเข้าโรงแรมไฮโซกับนายที่แต่งตัวดูดีเนี่ยนะ เค้าจะได้คิดว่า นายมากับคนรับใช้น่ะสิ” ร่างสูงยิ้มน้อยๆทันทีที่ฟังเหตุผลจบ

“ถ้าเรื่องแค่นั้น ผมจัดการได้ครับ เชิญ” มือหนาผายมือออกเชิญให้ร่างบางเดินตามอย่างงงงง

ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าประตูโรงแรม พนักงานต้อนรับก็กุลีกุจอมาออกันรอบข้างพร้อมกับทำความเคารพอย่างสวยงาม ร่างบางรีบโค้งตัวตอบกลับ มือเรียวเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน

“ฮานึล ที่ฉันสั่งให้เธอจัดการ เตรียมเสร็จหรือยัง” ฮันกยองหันไปถามหญิงสาวร่างสูงเพรียวที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เสร็จแล้วค่ะ ดิฉันจัดการไว้ให้แล้วเรียบร้อยที่ห้องท่านประทาน” หญิงสาวรายงาน ก่อนจะเดินไปกดลิฟต์ให้ ร่างสูงพยักหน้ารับคำน้อยๆ ก่อนจะพาคนตัวเล็กที่ก้มซ้ายทีขวาทีให้เดินขึ้นลิฟท์ไปด้วยกัน

“นายทำงานที่นี่หรอ” ฮีชอลหันไปถามร่างสูงที่ยกยิ้มน้อยๆด้วยสีหน้าตื่นๆ ก่อนที่จะเบือนสายตาหวานจ้องมองออกไปมองทิวทัศน์ข้างนอกลิฟต์แก้ว

“อ่ะ ถึงแล้ว” เสียงทุ้มเรียก ก่อนจะสะกิดให้คนตัวเล็กที่มองวิวข้างนอกให้เดินออกจากลิฟต์ มือหนาเอื้อมไปเปิดประตูห้องก่อนจะพาคนตัวเล็กที่กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างตื่นๆให้เดินเข้าห้อง

“ที่นี่ที่ไหนอ่ะ” ตาโตมองกวาดไปรอบๆห้องที่ตกแต่งแนวทันสมัยประยุกต์กับศิลปะของจีนได้อย่างลงตัว

“ห้องของผมเอง” มือใหญ่ขยับเนคไทให้หลวมลงนิดนึง

“นี่ฮานึล เลขาส่วนตัวของผม ส่วนนี่ คุณฮีชอล คุณช่วยจัดการให้ที” ฮันกยองหันไปแนะนำกับหญิงสาวสั้นๆ ฮานึลก้มหัวรับ

“คุณฮีชอลคะ เชิญทางนี้ค่ะ” มือเล็กผายมือให้ฮีชอลเดินตาม

“ไปไหนครับ....” ร่างเพรียวหันไปถามร่างสูงด้วยสายตา ก่อนจะเดินตามหญิงสาวไปอย่างแปลกใจ ฮันกยองมองตามร่างบางไปด้วยสายตาอ่อนโยน รัก...รักมาก....รักมากที่สุด
.
.
.

“อะไรกันเนี่ย” เสียงหวานตะโกนลั่น เมื่อส่องกระจกสำรวจตัวเองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ไอ้ชุดที่ใส่นี่จะว่าไปมันก็สวยอยู่หรอกนะแต่...ทำไมต้องใส่ชุดนี้ด้วยวะ - -

“ทำไมล่ะ ผมว่าก็สวยออก” ร่างสูงมองคนสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยสายตาเจ้าเล่ห์จนคนถูกมองชักฉุน

“เออ สวย แต่มันจะสวยกว่านี้ถ้ามันจะอยู่บนตัวผู้หญิง ไม่ใช่ตัวฉัน” ฮีชอลจ้องคนหล่อตาเขียว มือเรียวก็พยายามจับชายกระโปรงที่เว้าสูงตรงโคนขาอ่อนให้ปิดผิวขาวๆเนียนล่อสายตาคม เออ....อ่านไม่ผิดหรอก ชายกระโปรง เพราะชุดที่คิมฮีชอลโดนหลอกล่อให้ใส่อย่างงงๆเป็นชุดกี่เพ้าจีนสีแดงแขนกุด ผ่าข้างสูง ส่วนผมก็ถูกเกล้าขึ้นสูงให้เห็นดวงหน้าหวานอวดลำคอระหง

“ไม่หรอก ผมว่าเหมาะแล้ว ไปกันเถอะ หิวแล้ว” ร่างสูงยิ้มหวานให้คนสวยที่หน้ามุ่ย นอกจากชุดกระโปรงงี่เง่านี่แล้ว ฮีชอลยังโดนบังคับให้ใส่ส้นสูงอีกด้วย ฮันกยองจับมือเล็กให้เกาะแขนของตัวเอง ร่างบางค้อนให้อย่างเคืองๆแต่ก็ยอมเกาะแขนหนาแต่โดยดี หากจะให้เดินเองนั้นหน้าเขาต้องลงไปวัดความแข็งของพื้นเป็นแน่แท้ แมร่ง....เดินยากชะมัด

เมื่อฮันกยองและฮีชอลเดินเข้าไปในในห้องอาหาร ดนตรีที่กำลังบรรเลงก็หยุดลง บรรดาผู้คนที่กำลังกินอยู่ก็หันไปสนใจผู้มาใหม่ทั้งสองคน ฮีชอลกอดแขนฮันกยองแน่น หน้าสวยหลุบต่ำหลบสายตาผู้คนที่จ้องมองมาอย่างเขินอาย หน้าใสแดงระเรื่อ ฮันกยองหันมายิ้มจางๆให้คนตัวเล็ก ก่อนจะหันไปแจกรอยยิ้มให้กับคนอื่นๆ แล้วส่งสัญญาณให้นักดนตรีบรรเลงเพลงต่อ ร่างสูงพาคนสวยมาหยุดที่โต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ติดกระจกสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำได้อย่างชัดเจน ฮันกยองเลื่อนเก้าอี้ให้ฮีชอลนั่งก่อนจะเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม

“ตาบ้า” เสียงหวานบ่นเบาๆ เมื่อสายตาคมจ้องมองมาอย่างมีความหมาย สายตาคมที่จ้องมามันคุ้นตา คุ้นมาก คุ้นเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“สวย” ฮันกยองจ้องมองหน้าสวยเหมือนดั่งต้องมนต์ ใบหน้าขาวเนียนที่แดงระเรื่อนิดๆบวกกับแสงเทียนที่ส่องสลัวๆ ก็ยิ่งทำให้คนตรงหน้าสวยสะกดสายตา

“บ้ารึไง ฉันเป็นผู้ชายนะ จะมาสงมาสวยได้ไงเล่า เอ๊ะ...ว่าแล้วยังจะจ้องอีก” ฮีชอลเบือนหน้าหลบสายตาคม ตาหวานมองวิวข้างนอกอย่างสนใจ แสงไฟยามค่ำคืนตัดกับความมืดของรัตติกาลอย่างลงตัว ฮันกยองมองด้านข้างใบหน้าสวยอย่างหลงใหล นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้นั่งกินข้าวกันแบบนี้ นายจำเรื่องของเราไม่ได้จริงๆหรอ... ฮีชอลที่รัก
.
.
.

หลังจากที่นั่งกินกันจนอิ่มสักพัก ฮันกยองก็ลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วเดินไปโค้งหน้าฮีชอลที่ทำหน้าทำตากระอักกระอ่วน ไอ้ท่าทางแบบนี้ฉันรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ตาบ้า แต่ฉันไม่เต้นโว้ยยยยยยย

“กรุณาช่วยเต้นกับผมสักเพลงได้ไหมครับ” ฮันกยองมองหน้าสวยที่ทำหน้าไม่ถูกด้วยสายตาเว้าวอน ปัดโธ่....อย่ามาทำตาหงอยให้ชวนสงสารได้ไหมเล่าไอ้บ้า

“แต่ฉันเต้นไม่เป็นนะ”

“ไม่เป็นไรครับ แค่เต้นตามผมก็พอ” มือหนาดึงมือเรียวให้เกาะแขน ฮีชอลลุกขึ้นเดินตามอย่างเสียไม่ได้ เมื่อถึงกลางฟลอร์ ฮันกยองก็จับมือเรียวให้คล้องคอเค้าไว้ ส่วนมือหนาก็ประคองช่วงเอวคอดฉวยโอกาสกอดคนตัวเล็กเสียเลย

“ไอ้บ้านี้นิ” เสียงหวานด่าเบาๆ พร้อมกับซุกหน้าตัวเองลงบนอกกว้าง ร่างสูงสูดกลิ่มหอมอ่อนๆจากร่างเพรียวในอ้อมแขน รอยยิ้มจางๆปรากฏที่ริมฝีปากเรียว ความอบอุ่นจากอกกว้างก็เรียกเลือดในตัวของฮีชอลให้มารวมกันที่หน้าได้ไม่ยาก แถมสายตาของผู้คนที่จ้องมองกันมาอีกก็ยิ่งทำให้คิมฮีชอลอยากหายตัวไปจากตรงนี้เลย

“พอได้แล้วนะ” มือเล็กตีป๊าบบนอกของคนฉวยโอกาสที่ไม่หยุดรุกรานเพียงแค่กอดเอวบางไว้เท่านั้น แต่มือหนาซุกซนยังไล้หลังเล็กขึ้นลงๆอีกตั้งหาก

“พอเลยๆ กลับโต๊ะได้แล้ว” เสียงหวานกระซิบขู่ แต่ร่างสูงก็ทำเป็นไม่สนใจแถมยังกอดร่างบางแน่นขึ้นอีก

“ปล่อยเลยนะ ถ้าไม่ปล่อยฉันจะโกรธแล้วนะ” ฮันกยองปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระอย่างเสียดาย แต่มือหนาก็ยังคงโอบเอวบางไว้แสดงความเป็นเจ้าของ เมื่อเห็นสายตาของผู้ชายหลายคนพุ่งมาสนใจคนข้างกายเค้า

“ปล่อยสิ” มือเรียวเพียรจะแกะมือหนาที่ยังคงโอบเอวบางแน่น อีกมือก็ต้องคอยระวังไม่ให้ไอ้ชายกระโปรงที่มันผ่าสูงเปิด

“ไม่ปล่อย ถ้าผมปล่อย คนอื่นๆต้องเข้ามารุมคุณแน่ๆ” หน้าคมเลื่อนมากระซิบเสียงทุ้มหวานข้างหู หน้าหวานแดงแปร๊ดเมื่อลมหายใจอุ่นๆกระทบข้างแก้มเนียน

“ก็เพราะนายไม่ใช่หรอ จับฉันใส่ชุดงี่เง่าแบบนี้น่ะ” ฮีชอลเบี่ยงหน้าตัวเองหลบใบหน้าหล่อที่เลื่อนเข้ามาใกล้

“พอได้แล้ว หยุดเลย ไม่ต้องยื่นหน้ามาใกล้กว่านี้นะ” มือเรียวดันอกกว้างที่รวบร่างบางเข้าไปกอด หน้าคมโน้มลงไปเกือบชิดติดใบหน้าใส

“ผม...รักคุณนะ ฮีชอล” เสียงทุ้มพูดช้าๆแต่ชัดเจน

“จะบ้ารึไง ก็รู้อยู่ว่าฉันเป็นผู้ชาย” ฮีชอลเสตาหลบสายตาคมที่จ้องมอง

“ผมรักคุณ ที่คุณเป็นคุณ ผมรักคิมฮีชอลที่เป็นผู้ชาย ผมรักคุณมาตั้งนานแล้วนะ ฮีชอล”

“ฉัน... ฉัน...”

“ผมยังไม่ต้องการคำตอบวันนี้ กลับไปนอนคิดให้ดีนะครับ แล้วผมจะรอฟังคำตอบจากคุณ” ฮันกยองเลื่อนหน้าถอยห่างออกมา พร้อมกับยิ้มจางๆให้ แต่เป็นรอยยิ้มเศร้าๆ

“กลับกันเถอะครับ วันนี้ก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้คุณต้องทำงานอีก” มือหนาฉวยมือเล็กมากุมไว้พร้อมกับพาเดินไป มือใหญ่ที่อบอุ่น ความอบอุ่นที่คุ้นเคย ความอบอุ่นแบบนี้มันซ่อนตัวอยู่ตรงไหนของความทรงจำกันแน่นะ
.
.
.

“คืนนี้ฝันดีนะครับ ผมกลับก่อนนะครับ” ฮันกยองยิ้มจางๆให้ฮีชอลก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่รถ

“ด..ด เดี๋ยวสิ” เสียงหวานเรียกไว้อย่างตะกุกตะกัก รอยยิ้มเศร้าๆของฮันกยองมันทำให้หัวใจของร่างบางเจ็บแปลบๆ ร่างสูงหันมามองอย่างแปลกใจ

“แล้ว ฉันจะคืนชุดนี้ให้นายได้ยังไง”

“ผมให้คุณครับ เพราะชุดนี้ผมสั่งตัดมาเพื่อคุณคนเดียว” ชุดที่สั่งตัดมาพอดีเพื่อคนๆเดียว

“แล้ว....พรุ่งนี้นายจะมาที่ร้านใช่ไหม”

“ครับ ผมจะไปที่ร้านจนกว่าคุณจะไม่ต้องการเห็นหน้าผมอีกต่อไป” รอยยิ้มเศร้าๆระบายเต็มใบหน้าหล่อ ฮันกยองยิ้มจางๆให้ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นรถแล้วขับออกไป มือเรียวยกขึ้นมากุมที่อกข้างซ้ายของตัวเอง นานแค่ไหนแล้วนะ ที่หัวใจไม่ได้เต้นอย่างเจ็บปวดแบบนี้ รอยยิ้มเศร้าๆของคนๆนั้น มันทำให้ความทรงจำเก่าๆที่ไม่อยากนึกถึงกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ทำไมรอยยิ้มของนายถึงได้คุ้นเคยเหลือเกินฮันกยอง
.
.
.

ร่างบางนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย รอยยิ้มเศร้าๆยังคงฝังใจไม่หาย ไม่ว่าจะข่มตาหลับกี่ครั้ง รอยยิ้มของคนๆนั้นก็ยังคงติดตา

“โอ๊ยยยยยยยย” ฮีชอลกรัดร้องอย่างหงุดหงิด ทำยังไงก็หลับตาไม่ลงสักที ร่างบางกระเด้งนั่งบนเตียง แล้วเดินเข้าห้องครัวไปหาน้ำกินแก้โมโห

“ทำไมฉันถึงได้คุ้นกับตาบ้านั่นจังนะ” ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ความทรงจำที่ว่างเปล่าของตัวเค้าเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ถูกแอบซ่อนเอาไว้

“นายเป็นใครกันแน่นะ แล้วทำไมฉันต้องรู้สึกแบบนี้ด้วย” มือเรียวจับชุดสีแดงที่ฮันกยองให้มาอย่างเหม่อลอย ก่อนที่มือจะไปสะดุดที่จี้ห้อยคอของตัวเองที่ฮันกยองแอบใส่ให้ตอนเต้นรำ จี้สีเงินรูปหัวใจมีพลอยสีแดงติดอยู่ตรงกลาง คุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตาโตจ้องจี้ในมือตัวเองสักพักก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างบางวิ่งเข้าไปในห้องนอน ค้นอัลบั้มเก่าเก็บที่อยู่ในกล่องที่ขนมาจากบ้านเก่า มือเรียวเปิดรูปไปเรื่อยๆจนไปหยุดที่รูปของเด็กผู้ชายสองคนนั้นนั่งหัวเราะยิ้มให้กัน ส่วนที่มือของทั้งสองคนนั้นกำลังจับกันไว้แน่น เมื่อเปิดไปอีกหน้าก็เห็นรูปของเด็กผู้ชายสองคนนั่งกอดกันอย่างแนบแน่นแสดงถึงความสนิทสนม ความทรงจำเก่าถูกรื้อออกจากกล่องเหล็กเก่าๆ จี้รูปหัวใจสีเงินเก่าๆที่มีพลอยสีชมพูวางอยู่ตรงกลาง มือเรียวหยิบสร้อยขึ้นมาดู น้ำตาใสรื้นที่ขอบตา... แล้วที่สุดนายก็กลับมาตามสัญญาสินะฮันกยอง
.
.
.

ย้อนกลับไปเมื่อ20ปีก่อน ฮันกยองกับฮีชอลเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงกันมันตั้งแต่เกิด ถึงฮีชอลจะแก่กว่าฮันกยอง1ปี แต่เด็กทั้งสองก็สนิทสนมกันดี เรียกว่ามีฮีชอลที่ไหน ต้องมีฮันกยองที่นั่นเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ฮันกยองต้องย้ายตามครอบครัวกลับไปจีน

“ไม่เอาฉันไม่ยอมให้นายไปนะ” ฮีชอลกอดฮันกยองไว้แน่น น้ำตาใสไหลพราก

“ฉันก็ไม่อยากไปเหมือนกัน” ฮันกยองพูดพลางสะอึกสะอื้น เด็กสองคนที่กอดกันร้องไห้ทำเอาผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นแอบน้ำตาซึม

“ไม่เอาน่าฮีชอล อย่าดื้อสิลูก” คุณนายคิมดุลูกชายตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินไปแยกเจ้าลูกชายตัวดีออกมา

“แต่ถ้าฮันกยองไป แล้วผมจะอยู่คนเดียวยังไงล่ะฮะ” มือเล็กยังคงไม่ปล่อยมือฮันกยอง

“สักวันฉันจะกลับมา ฉันสัญญาว่าฉันจะกลับมา ฉันจะกลับมาซื้อดอกไม้จากร้านนายนะฮีชอล”

“แล้วนายจะหาฉันเจอได้ยังไง”

“ฉันสัญญาว่าไม่ว่านายอยู่ไหน ฉันจะหานายให้เจอ ฉันสัญญาฮีชอล รอฉันนะ” นิ้วก้อยเล็กยื่นขึ้นข้างหน้าแทนคำสัญญา มือเล็กปาดน้ำตาก่อนที่ฮีชอลจะเกี่ยวนิ้วก้อยตัวเองกับฮันกยองไว้แทนคำสัญญา

“ฉันจะรอ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ฉันก็จะรอ นายต้องกลับมานะ” ฮันกยองยิ้มให้ฮีชอลก่อนวิ่งไปหาแม่แล้วพูดอะไรกับแม่สองสามคำ ก่อนจะวิ่งกลับมาหาฮีชอล

“นี่สร้อยสองเส้นนี้จะแทนคำสัญญาของเราสองคน ฉันจะเก็บสีแดงไว้ ส่วยนายก็เก็บสีชมพูไว้แล้วกันนะ” มือเล็กเอื้อมไปรับสร้อยมาสวมไว้ที่คอ

“ฉันจะกลับมาหานายฮีชอล ฉันสัญญา”
.
.
.
“ตาบ้า จำได้แล้วทำไมไม่บอก ทั้งๆที่จำได้แท้ๆ คนโง่” ฮีชอลกุมสร้อยสองเส้นไว้แนบอก น้ำตาแห่งความดีใจไหลลงมาเรื่อยๆ พรุ่งนี้ ฉันจะตอบตกลง พรุ่งนี้ ฉันจะบอกว่าฉันรอนายมานานแล้ว พรุ่งนี้ที่เราจะได้ทำตามสัญญาระหว่างกันสักที พรุ่งนี้...
.
.
.

หงุดหงิด... คือความรู้สึกของฮีชอลในวันนี้

ไหนบอกว่าจะมา จะมาจนกว่าจะเบื่อหน้า จะมาจนกว่าเค้าจะไม่ต้องการ ยังไม่ได้พูดสักคำว่าเบื่อ ถึงจะพูดนายก็ไม่เคยฟังฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรอ ตั้งแต่เช้าที่ชะเง้อจนคอยืด กลางวันที่มองหาจนคอปวด ล่วงเลยมาถึงตอนเย็นเกือบปิดร้านแล้ว ร่างสูงที่คุ้นตาก็ยังไม่โผล่มาที่ร้านเลย

“อ้าว....วันนี้พี่ฮันกยองไม่มาหรอฮะ” ทงแฮที่เพิ่งเข้าร้านมากวาดตามองหาร่างสูงที่คุ้นเคย

“หว่า... ทะเลาะไรกันป่ะเนี่ย” ทงแฮกระเซ้าพี่ชายที่ทำหน้าเหมือนจะงับหัวคนได้แล้ว

“เอ....หรือว่าเค้าจะเบื่อตื้อพี่กันแล้วน้า” เจ้าปลาน้อยยังคงแหย่พี่ไม่หยุด...ช่างไม่กลัวตายเอาซะเลย -*-

“เอ๊ะ...หรือเค้าจะไปเจอคนใหม่ ที่สวยกว่า น่ารักกว่า และอ่อนโยนกว่า”

“พอทีทงแฮ ถ้านายยังอยากมีชีวิตไว้หนุงหนิงกับไอ้แก้มแตกต่อก็หุบปากไปซะ” เสียงหวานตวาดแว้ด ยิ่งรอก็ยิ่งหงุดหงิด พอกันที ฉันจะไม่รอนายอีกแล้วฮันกยอง

“ฝากร้านด้วย” ร่างบางเดินตึงตังออกจากร้านไปทันทีที่พูดจบ ทงแฮยักคิ้วน้อยๆให้พี่ชายที่เดินจ้ำออกไป

“ไม่กลัวตายเลยนะครับ ทงแฮ” คิมคิบอมเดินเข้ามากอดทงแฮพร้อมกับซุกหน้าลงกับไหล่บาง

“ก็ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องมา เกิดอะไรขึ้นฉันก็หลบหลังนายสิ ตาบ๊อง” มือเรียวหยิกแก้มนุ่มอย่างหมั่นเขี้ยวพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักของคนสองคนก็ดังขึ้นพร้อมกัน
.
.
.

เมื่อถึงโรงแรมร่างบางเดินตรงดิ่งเข้าไปหาประชาสัมพันธ์

“ฉันมาหาฮันกยอง” ฮีชอลบอกพนักงานที่ทำหน้าตาตกใจนิดๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมองคนตรงหน้าอย่างเหยียดๆ

“มาหาท่านประธานมีธุระอะไร” เสียงพูดจาห้วนของพนักงานคนนั้นยิ่งทำให้เส้นความอดทนของฮีชอลขาดผึง

“จะมีธุระอะไรก็เรื่องของฉัน ไปเรียกฮันกยองมาเดี๋ยวนี้นะ” ร่างบางตบเคาเตอร์ดังปึง

“ไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร ถึงได้มีสิทธิ์มาเรียกท่านประธานห้วนๆ ท่านประธานของเราไม่มีเวลามาคุยกับคน..หึ ธรรมดาๆอย่างคุณหรอก” พนักงานชะตาขาดคนนั้นมองสำรวจร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม คนธรรมดาที่แต่งตัวปอนๆแบบนี้มีสิทธิ์อะไรมาเรียกท่านประธานในฝันของหล่อน

“ฉันเป็นแฟนเค้า ชัดรึยัง ไปเรียกฮันกยองมา”

“เอ๊ะ คุณนี่ พูดไม่รู้เรื่องรึไง อย่ามาแอบอ้างนะ ท่านประธานยังไม่มีแฟนสักหน่อย”

“มีแล้ว ก็ยืนอยู่นี้ไงไปเรียกมาเดี๋ยวนี้นะ” ฮีชอลขึ้นเสียงสูงด้วยความโมโห จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมามอง

“คุณบ้ารึเปล่า รปภ. มาพาตัวคุณคนนี้ออกไปสิ แย่จริงปล่อยให้คนบ้าเข้ามาได้ยังไง” พนักงานหญิงกดกริ่งเรียกรปภ.ให้มาลากคอฮีชอลออกไป

“เธอสิบ้า.... นี่!! ปล่อยฉันนะอย่ามาจับฉันนะ” ฮีชอลโวยวายเมื่อรปภ.สองคนพยายามลากตัวเค้าออกไป

“ปล่อยฮีชอลเดี๋ยวนี้” เสียงทุ้มตวาดดังลั่น เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นเรียกความสนใจของคนที่กำลังรีบออกจากโรงแรมให้หันมาพร้อมกับต้องเบิกตากว้างเพราะคนสำคัญกำลังถูกทำร้าย ก่อนจะรีบสาวเข้าไปดึงคนตัวเล็กออกจากมือหยาบกร้านของรปภ.2คน

"เจ็บรึเปล่า ฮีชอล" เสียงทุ้มละล่ำลักถามคนตัวเล็กที่ถูข้อมือแดงๆของตัวเองป้อยๆ

"ใครกล้าทำกับคุณฮีชอลแบบนี้" ร่างสูงหันไปถามพนักงานที่พากันหลบตาวูบด้วยสีหน้าดุดัน

"ฉันถามว่าใคร!!!" เมื่อความเงียบคือคำตอบ ฮันกยองก็แทบเต้น ชายหนุ่มฮึดฮัดจะเอาเรื่องกับทุกคนที่อยู่ตรงนั้น

"พอเถอะฮันกยอง ฉันไม่เจ็บเท่าไร" ฮีชอลจับแขนล่ำไว้พร้อมกับบอกเสียงเรียบๆ ก่อนจะจิกสายตาใส่แม่คนต้นเรื่องอย่างเป็นต่อ

"จำไว้คนๆนี้คือคนที่สำคัญที่สุดของฉัน ต่อไปนี้ใครกล้าแตะแม้แต่ปลายเล็บ รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น" มือหนาเอื้อมมากุมเล็กไว้อย่างทะนุทนอมท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จ้องมองอย่างตกใจ

"ขอโทษ เจ็บมากไหม ตกใจหรือเปล่า" สายตาคมสำรวจร่างบางด้วยความเป็นห่วง ฮีชอลส่ายหน้าน้อยๆ

"ไม่เจ็บ แต่เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ ฮันกยอง" เสียงหวานพูดเน้นทีละคำ

"เรื่อง?? งั้นขึ้นไปข้างบนดีกว่า" ฮันกยองโอบบ่าเล็กๆ แล้วพาฮีชอลขึ้นห้องไป
.
.
.

"คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมหรอครับ" เมื่อถึงห้อง ร่างสูงก็แทบจะอุ้มคนตัวเล็กให้นั่งลงกับโซฟาตัวนุ่ม

"ยังจะมาทำหน้าตายอีกนะ" นิ้วเรียวชี้หน้าหล่อที่กำลังงงสุดชีวิต ยิ่งฮันกยองทำหน้าตายแค่ไหน ฮีชอลก็ยิ่งเจ็บปวด

"เมื่อไหร่จะเลิกทำหน้าตายสักที ฮันกยอง ถ้าจำกันได้ ทำไมนายไม่บอกฉันตั้งแต่แรก" เสียงใสสั่นเครือ ขอบตาหวานร้อนผ่าว

"ผม..." ร่างสูงทำอะไรไม่ถูกเมื่อคนตรงหน้ากำลังร้องไห้

"ทำไมล่ะตาบ้า ทำไมต้องหลอกฉัน ทั้งๆที่นายจำฉันได้ ทำไมนายไม่บอกฉันล่ะ ไอ้งี่เง่า" มือเรียวหยิบสร้อยสองเส้นออกจากกระเป๋าแล้วชูขึ้นตรงหน้าฮันกยอง

"..."

"หลอกฉัน มันสนุกนักรึไง ฉันดูโง่ในสายตานายพอรึยัง ฉันเป็นตัวตลกของนายพอรึยัง" มือเล็กเขวี้ยงสร้อยก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับวิ่งไที่ประตูห้องอย่างรวดเร็ว แต่ก็ช้ากว่าร่างสูงที่เอื้อมมือไปคว้าเอวบางจากทางด้านหลังได้ทัน

"ปล่อย ปล่อยฉัน ปล่อยสิ" ร่างบางดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนอุ่น อ้อมแขนที่รอมานานถึง20ปี

"ขอโทษ ขอโทษฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกนาย ได้โปรดฟังฉันก่อน" อ้อมแขนแกร่งกอดรัดคนที่ดิ้นไว้แน่น

"ไม่ฟัง ฉันไม่ฟัง ฉันไม่อยากถูกนายหลอกอีกแล้ว นายหลอกฉันไปกี่เรื่องกันแล้วล่ะ" มือเรียวยกขึ้นมาปิดหู ดวงตาสวยปิดแน่น

"แต่ฉันไม่เคยหลอกเรื่องที่ฉันรักนาย ฮีชอล ฉันรักนาย รักมานานแล้ว ฉันรักนายจริงๆนะ ได้โปรดเชื่อฉันคนดี" ร่างบางหยุดดิ้น แต่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด ฮันกยองพลิกร่างบางให้หันหน้าเข้าหาตัวเอง มือหนาปาดคราบน้ำตาที่เปรอะแก้มเนียน

"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกนาย แต่ที่ฉันไม่พูด เพราะฉันอยากให้นายจำเรื่องสัญญาของเราได้เอง ทั้งๆที่ฉันอยากบอกนายแทบตาย แต่นายกลับจำเรื่องของเราไม่ได้เลย ใครกันแน่ที่ควรร้องไห้น่ะ คนดี" เสียงทุ้มพูดช้าๆแต่หากมั่นคง ฮีชอลจ้องมองไปที่สายคมหาความจริงใจของคนพูด

"ฉันขอโทษ แต่ฉันอยากให้นายจำเรื่องฉันได้ด้วยตัวเอง ความทรงจำที่นายปิดมันเอาไว้ ฉันอยากให้นายใช้ความรู้สึกค่อยเปิดมันออกมาช้าๆ แต่ฉันขอโทษถ้าวิธีของฉันมันจะทำให้นายเสียใจมากขนาดนี้ ขอโทษนะฮีชอล อย่าโกรธฉันเลย" ริมฝีปากหยักค่อยจูบซับน้ำตาบนแก้มใส

"ฮันกยอง" ฮีชอลครางเบาๆในลำคอก่นจะโผเข้ากอดร่างสูงอย่างคิดถึง 20ปีแล้วสินะ ที่เราไม่ได้กอดกันแบบนี้ 20ปีแล้วสินะที่ความอบอุ่นแบบนี้มันหายไป

"ขอโทษ ขอโทษที่จำนายไม่ได้ ขอโทษที่จำเรื่องของเราไม่ได้ ขอโทษจริงๆ" ฮีชอลซุกหน้าลงกับอกกว้าง

"ไม่เป็นไร อย่าร้องไห้เลยที่รัก ถึงจะต้องรออีกกี่ปี ฉันก็จะรอจนกว่านายจะจำสัญญาของเราได้ ถึงนายจำไม่ได้ ฉันก็จะสร้างสัญญาระหว่างเราขึ้นมาใหม่ ขอโทษที่ทำให้รอนานขนาดนี้ แต่ฉันกลับมาตามสัญญาแล้วนะ" ฮันกยองยื่นนิ้วก้อยให้ร่างบางในอ้อมกอด ฮีชอลยิ้มทั้งน้ำตาก่อนจะเกี่ยวก้อยกับมือหนา

"ตาบ้า ตาบ้าฮันกยอง คนบ้า" ริมฝีปากบางบ่นพึมพำ ก่อนที่คางมนจะถูกเชยขึ้นพร้อมกับริมฝีปากอุ่นของอีกคนประทับจูบย้ำสัญญา ความหวานที่ฮันกยองค่อยเก็บเกี่ยว ความอ่อนโยนที่รอมาตลอดเวลาหลายปี สิ้นสุดเสียทีกับการรอคอยที่ยาวนาน ก่อนจะผละออกมาเพราะกลัวคนในอ้อมแขนหายใจไม่ทัน

"เป็นแฟนกับผมได้ไหมครับ" เสียงทุ้มถามคนในอ้อมแขนที่หอบน้อยๆ

"ยังจะมาถามอีก ถ้าตอบว่าไม่ แล้วนายจะปล่อยฉันไปไหมล่ะ ตาบื้อ" มือเรียวจับจมูกโด่งขยี้อย่างหมั่นเขี้ยว

"ฉันรักนายนะฮีชอล"

"รู้แล้ว"

"รักมาตลอด"

"รู้แล้ว"

"รักมากที่สุด"

"รู้แล้วน่า เพราะฉันก็รักนายเหมือนกัน ตางี่เง่า"

The End ~~~


----------------

Talk >>> เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนคาไว้ตั้งนานมากๆๆแล้วไม่จบเสียที เลยหยิบมาปัดฝุ่นต่อซะให้จบ เพราะโดนทวงหลายรอบแล้ว *ยิ้มจืดๆๆๆๆๆ* เป็นฟิคสั้นที่ยืดยาวเสียจนเกือบไร้สาระเสียจริง จากตอนแรกที่ใจเขียนแค่นิดเดียว แต่มันดันยาวจนยืดมากมาย เหอะๆๆๆๆๆๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีที่มาที่ไป อ่านแล้วถ้ารู้สึกแปลกๆก็บอกได้นะค่ะ ขนาดฆ่าตัดตอนไปบ้างแล้วยังยาวเอาโล่ได้ขนาดนี้ -*- อยากเขียนป๋าในลุคแบบนี้ กับฮีชอลในมุมอ่อนโยนดูบ้าง(มีด้วยหรอมุมนั้นอ่ะ - -*) ช่วยกันติ(ชม)กันด้วยนค่ะ ไม่รู้ว่าจะถูกใจใครกันบ้างรึป่าว เหอะๆๆๆๆ เรื่องนี้มีบอมด๊องมาแอบหวานขโมยซีนพระเอกนายเอกนิดหน่อยๆ ตามใจคนเขียน อิอิอิ *ยิ้มกว้าง* เอาเป็นว่าเอนจอยรีดดิ้ง ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์นะค่ะ *โค้งๆๆ* คัมซาฮัมนีดาค่ะ ^^

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ๊ากกก .. น่ารัก..

ชอบมากงับ ฮันซอล วิ้ววว

อาเจ๊ ปากจัด ไม่มีตก ...

ป๋าก็.. สุภาพบุรุษซ๊าาาา


big smile
#1  by  H i t a j i i n K At 2008-03-21 16:39, 
โฮ่....>< ฮันซินหวานๆนิ่มๆ คิมฮีชอลในนี้ดูโหดหวาน น่ารัก~ คนจีนใจเย็นสุดๆแฮะ = =' โดนแม่นางว้ากใส่กี่ทีๆก็หยอดคำหวานได้ตลอด ~

มีคิเฮแทรกด้วย อิฮั๊ง~>__<,, ชอบคำนี้อ่ะ

“ไม่เอาอ่ะ ผมงอนอยู่นะคนดี ง้อหน่อยสิครับ”

น่ารักกกกกก T[]T

ปล. เอ่อ ฮีชอลด่าคนจีนว่าไอ่ตาตี่แล้ว...อย่างหนูนี่จะตาเป็นยังไงละ = =*
#2  by  ●•* KAT .。 (58.8.59.195) At 2008-03-21 18:46, 
หุหุ ในที่สุดก็จบเว่ยเฮ้ย เรื่องนี้

ดอกไม้ร้านนี้ต้องทนได้ทุกสถานการณ์แน่เลย เจอปากอย่างเจ้าของร้านไปแล้วไม่เฉาตายเนี่ย
ว่าแต่เจ้าของร้านอีกคนไร้บทมากมาย(แต่ก็ด้วยความพยายามของคนเขียนที่อยากให้พี่จองซูมีส่วนร่วม - -)

อิป๋าเอารางวัลคนอดทนเป็นเลิศไปโลด ทนดีจริงๆ หน้าด้านใช้ได้เลย

แก๊....จะเอาเจ๊ใส่กี่เพ้าแดงเต็มตัวผ่าสูงเห็นขาอ่อนเกล้ามวยโชว์คอระหงได้ที่ไหน ตรูจะตามไป

บอมด๊องน่ารัก หุหุcry
#3  by  durexy (61.90.147.248) At 2008-03-22 11:08, 
ยาว -*-

เดี๋ยวสอบเสร็จแล้วจะมาอ่านนะตัว โฮกกกกกกก เค้าเหนื่อย
#4  by  adiana At 2008-03-22 11:32, 
..............ทวง ด๊นเทล - -
.
.
.
.
.
.
ไปตอบ FAQ หนูหน่อยซี่ cry
#5  by  Nina* [YB] At 2008-03-22 23:53, 
อ่าจบแล้วนะ ^^
สงสารป๋าฮันอย่างแรง ตอนแรกก็งงเหมือนกันอยู่ดีๆก็มาขอเป็นแฟน คนบ้าอะไร๊
แต่ถ้าเจอคนแบบนี้จริงๆก็ดีเนอะ
สนุกค่ะ
#6  by  yunHO_Prince At 2008-03-26 22:09, 
น่ารักค่ะ..น่ารักมากมากกกกก
เราชอบนะ อ่านแล้วเพลินดี
เราชอบฮันซินนะ
เพราะเราว่าเวลาที่ซินคู่กะฮันอ่ะ
ซินจะออกแนวอ่อนโยนขึ้น
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
เหมือนกับคนที่แพ้ทางกันอ่ะ
พอเจอฮันแล้วความร้ายกาจ ความวีนแตกของซินจะหายไปหมดเลย

ส่วนคิเฮนี่ก้อนะ มีแอบมาแย่งซีนคู่หลักเค้าอีกแหนะ
แต่คู่นี้ก้อน่ารักเสมออยู่แล้วล่ะเนอะ..อิอิอิ

แล้วยังไงช่วยอัพเรื่อง Don’t tell anyone know about our love ต่อให้หน่อยน้าค้า
เห็นบอกว่าใกล้จะจบแล้วไม่ใช่หรอ
ยังรออ่านอยู่นะค่ะ
#7  by  P@GG!E (58.8.204.22) At 2008-03-28 01:51, 
ฮือๆๆ ร้องไห้เรยอ่า

ซึ้งกินใจสุดยอดด อ่านฟิคจนร้องไห้ได้
#8  by  HanChul (61.7.168.215) At 2008-03-28 23:41, 
น่ารัก~
ฮันมาแบบได้หน้าด้านสุดๆเลยค่ะ อยู่ดีๆก็มาขอฮีชอลเป็นแฟน - -*
ฮีชอลก็นึกว่าตัวเงเป็นผู้ชายแล้วฮันจะไม่ชอบ ที่ไหนได้ ฮันยิ่งได้ใจ
มีเกาะเอว แอบเนียนลวนลามเค้าไปเรื่อย ถ้าฮีชอลไม่กระทืบเท้าก่อน คงเสร็จฮันไปแล้วแน่ๆ 55
เจ้าของร้านดอกไม้ ดูอ่อนโยนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เด็กในร้าน มีแต่ อี อี และก็ อี
ฮันยังสามารถตามไปหาฮีชอลได้ถึงร้านอีก ฮันค่ะ ด้านแบบได้ใจมากมาย แถมซื้อดอกไม้ที่ร้านเค้าแล้วให้เจ้าของร้าน - -* สุดยอดจริงฮัน
แถมไม่กลัวฮีชอลอีกด้วย ไปกินข้าวด้วยกัน กรี๊ดด ฮันเท่ห์สุดๆ ฮีชอลก็คงสวยสุดๆไปด้วย กี่เพ้า อยากเห็น
มีเต้นรำ ฮันยังเนียนกอดไม่ปล่อย เหอะ อิจฉาฮีชอลจริงๆ
แต่ดีใจด้วยที่อีชอลจำได้ วายกันตั้งแต่เด็ก อ่ะ ชอบ บุกไปหาฮันถึงบริษัท แถม